Initial character set: latin1 Current character set: utf8 + + + chakrapat.com + + +
     
 

พระประธานพิมพ์จักรพรรดิทรงเครื่อง

สมัยอยุธยา สมัยเชียงแสน(ล้านนา) และสมัยรัตนโกสินทร์

         พระพุทธปฏิมากร คือ รูปเปรียบ หรือ รูปสัญลักษณ์แทนองค์พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นพระศาสดาแห่งพุทธศาสนาพุทธ ตามตำนานพุทธประวัติ สันนิษฐานว่าเริ่มสร้างในสมัยพระเจ้าเมนันเดอร์หรือพระเจ้ามิลินท์กษัตริย์เชื้อสายกรีกแห่งแคว้นคันธาระหรือคันธาราฐ ได้สร้างตามลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ ที่ปรากฏในมหาปุริสลักษณะ มิใช่การทำให้เหมือนองค์พระพุทธเจ้า แต่สร้างขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึง พระพุทธคุณและเพื่อสักการบูชาแทนองค์พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อน้อมใจให้ประพฤติตามคำสอนของพระองค์ตลอดจนเป็นสิ่งจรรโลงสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนถาวรสืบไป ตราบใดยังปรากฏพระพุทธรูปอยู่ หมายถึงว่า พระรัตนตรัย อันเป็นหลักสำคัญของพระพุทธศาสนายังคงอยู่บริบูรณ์ เป็นเครื่องสร้างศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชนทั่วไปให้เลื่อมใสอุปถัมภ์บำรุงพุทธ ศาสนาสืบไป

         พระพุทธรูปเริ่มเข้ามาปรากฏในประเทศไทย ก่อนยุคสมัยทวารวดี ( พุทธศตวรรษที่ ๘ - ๙ ) โดยหลักฐานทางโบราณคดี พบการสร้างศาสนสถาน พระพุทธรูป และรูปพระสงฆ์ที่บริเวณเมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยสันนิษฐานว่า ใกล้เคียงกับศิลปะอมราวดี เป็นที่แน่ชัดว่าการค้นพบหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า ดินแดนสยามเมืองยิ้ม เริ่มรับพระพุทธศาสนาแบบเถรวาท และรู้จัก การสร้างศาสนสถานและพระพุทธรูปเป็นครั้งแรกแล้วในช่วงระยะเวลานี้ ก่อนที่จะพัฒนา เป็นศิลปกรรมในสมัยทวารวดีที่แพร่หลายในที่ราบลุ่มภาคกลางของประเทศไทยในช่วงระหว่าง ยุคสมัยรัตนโกสินทร์ ( พุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๖ )

         การสร้างพระพุทธรูปในยุคสมัยต่าง ๆ ของประเทศไทย จะมีลักษณะคล้ายๆกัน จากการนำศิลปะจากหลายแหล่งมาผสมผสานกับศิลปะในท้องถิ่น ซึ่งในแต่ละยุคสมัยก็จะมีเอกลักษณ์ในการสร้างต่างกัน จึงทำให้พระพุทธรูปที่ออกมามีลักษณะที่แตกต่างกัน แต่ก็มีบางส่วนในยุคสมัยที่ยังหาเอกลักษณ์ไม่เจอ เนื่องด้วยการผสมผสานศิลปะต่าง ๆ เข้าด้วยกัน จนทำให้เกิดความสับสน ทั้ง ๆ ที่พระพุทธรูปสร้างในสมัยเดียวกัน จึงถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ยากที่จะสามารถระบุรายละเอียดหรือลักษณะในส่วนนี้ได้

พระประธานพิมพ์จักรพรรดิทรงเครื่อง

ปางประทานพรและประทานอภัย ( สมัยเชียงแสนหรือสมัยล้านนา )

         

       ยุคสมัยล้านนา ( พุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๒๓ ) พระประธานพิมพ์มหาจักรพรรดิทรงเครื่อง ( พระพุทธปฏิมาปางประทานพรและปางประทานอภัย ประทับขัดสมาธิเพชร ) พระพุทธรูปมีพุทธลักษณะอยู่ในพระอิริยาบทประทับ (นั่ง) ขัดสมาธิไขว้พระชงฆ์ ( แข้ง ) หรือเรียกว่า ขัดสมาธิเพชร พระหัตถ์ขวาหงายออกในปางประทานอภัย  พระหัตถ์ซ้ายในปางประทานพร

เคล็ดลับ : ท่านใดนอบน้อมบูชากราบไหว้และสวดมนต์บทธรรมจักรกัปวัตนสูตรประจำเป็นนิจ พระประธานพิมพ์จักรพรรดิทรงเครื่อง ปางประทานพรและปางประทานอภัย ทรงอวยพรทางโลก และทรงอวยพรทางธรรม ให้รอบรู้เท่าทัน โดยยึดหลัก สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งใดสิ่งนั้น ย่อมดับเป็นธรรมดา


พระประธานพิมพ์จักรพรรดิทรงเครื่อง

ปางสมาธิหรือปางตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ( สมัยอยุธยา )

         ยุคสมัยอยุธยา ( พุทธศตวรรษที่ ๑๙ - ๒๔ ) พระประธานพิมพ์มหาจักรพรรดิทรงเครื่อง ( พระพุทธปฏิมาปางตรัสรู้หรือปางประทานสมาธิ ประทับขัดสมาธิราบ ) พระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถประทับ (นั่ง) ขัดสมาธิ พระหัตถ์ทั้งสองวางหงายซ้อนกันบนพระเพลา (ตัก) พระหัตถ์ขวาทับพระหัตถ์ซ้าย พระชงฆ์ (แข้ง) ขวาทับพระชงฆ์ซ้าย

       ในเช้าของคืนวันที่ พระโพธิสัตว์สิตธัตถะ จะตรัสรู้นั้น นางสุชาดา ธิดาของคฤหบดีผู้มั่งคั่ง เคยบนเทพเจ้าไว้ที่ต้นไทรเพื่อให้ได้สามีผู้มีชาติสกุลเสมอกัน และได้ลูกที่มีบุญ เมื่อนางได้สมปรารถนาแล้ว จึงหุงข้าวมธุปายาสเพื่อแก้บน ครั้นหุงเสร็จ นางสุชาดาสั่งให้นางทาสีหญิงรับใช้ไปทำความสะอาดปัดกวาดบริเวณต้นไทร เพื่อจะได้จัดเครื่องสังเวยเทพารักษ์ นางทาสี เดินทางไปยังต้นนิโครธพฤกษ์นั้น เห็นพระมหาบุรุษทรงประทับนั่งอยู่ ณ ควงไม้นั้น ผันพระพักตร์ทอดพระเนตรไปทางปาจินทิศ ( ตะวันออก ) มีรัศมีพระกายแผ่สร้านออกไปเป็นปริมณฑล งามยิ่งนัก นางก็นึกทึกทักตระหนักแน่ในจิตทันทีว่า วันนี้ เทพยดาเจ้าลงจากต้นไทรงาม นั่งคอยรับข้าวมธุปายาสของสังเวยของนางสุชาดาด้วยกับมือ นางก็ดีใจรีบกลับมายังเรือน บอกนางสุชาดาว่า บัดนี้ เทพารักษ์ได้มานั่งรออยู่ที่ควงไม้ไทรแล้ว ขอให้รีบไปเถอะ

 

     หลังเสวย ข้าวมธุปายาส ที่นางสุชาดานำมาถวายแล้ว พระองค์เสด็จที่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ทรงจับถาดทองคำขึ้นมาอธิษฐานว่า “ ถ้าเราจักสามารถตรัสรู้ได้ในวันนี้ ก็ขอให้ถาดทองคำใบนี้จงลอยทวนกระแสน้ำไป แต่ถ้ามิได้เป็นดังนั้นก็ขอให้ถาดทองคำใบนี้จงลอยไปตามกระแสน้ำเถิด " แล้วทรงปล่อยถาดทองคำลงไปในแม่น้ำ ถาดทองคำลอยตัดกระแสน้ำไปจนถึงกลางแม่น้ำเนรัญชราแล้วลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไปไกลถึง ๘๐ ศอก จึงจมลงตรงที่กระแสน้ำวน ถาดนั้นจึงจมดิ่งหายไปจนถึงพิภพของ กาฬนาคราช  เสียงถาดกระทบกันทำให้พญากาฬนาคราชสะดุ้งตื่นจากบรรทม เห็นถาดเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งใบ จึงได้ตรัสขึ้นว่า มีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นอีกพระองค์แล้ว และตรัสสรรเสริญพระพุทธคุณเป็นอันมาก

  ครั้นพระมหาบุรุษได้ทอดพระเนตรเห็นเป็นนิมิตอันดีเช่นนั้น จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัพพัญญูสัมพุทธเจ้า โดยหาความสงสัยมิได้ ก็ทรงโสมนัสเสด็จมายังสาลวัน ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ประทับพักที่ภายใต้ร่มไม้สาลพฤกษ์ พอเวลาสายันห์ตะวันบ่าย ก็เสด็จออกจากหมู่ไม้สาละ ที่พักกลางวัน เสด็จดำเนินไปสู่โคนไม้อสัตถะโพธิพฤกษ์มณฑล พบโสตถิยะพราหมณ์ในระหว่างทาง โสตถิยะพราหมณ์เลื่อมใส น้อมถวายหญ้าคา 8 กำ พระมหาบุรุษรับหญ้าคาแล้ว เสด็จไปร่ม ไม้อสัตถะ นั้น ณ ด้านปราจินทิศ ทรงอธิษฐานว่า ถ้าจะตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ขอจงเกิดเป็นรัตนบัลลังก์แก้วขึ้นรองรับพระสัพพัญญุตญาณในที่นี้ ทันใดนั้น บัลลังก์แก้วอันวิจิตรงามตะการ ก็บรรดาลผุดขึ้นสมดังพระทัยประสงค์ ควรจะอัศจรรย์ยิ่งนัก พระมหาบุรุษเสด็จขึ้นประทับรัตนบัลลังก์แก้ว ขัดสมาธิ ผินพระพักตร์ตรงไปยังปราจินทิศ หันพระปฤษฎางค์ (หลัง) ไปทางลำต้นโพธิ์พฤกษ์ ก่อนที่จะเริ่มทำความเพียรโดยสมาธิจิต ได้ทรงตั้งสัตยาธิษฐานในพระทัยว่า ถ้ายังมิได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเพียงใด แม้พระโลหิตและพระมังสะจะเหือดแห้งไป จะเหลือแต่พระตจะ(หนัง) พระนหาลุ(เอ็น) และพระอัฏฐิ (กระดูก) ก็ตามที จะไม่เลิกละความเพียร โดยเสด็จลุกไปจากที่นี้

   



     เมื่อเหล่าเทพยดา พระอินทร์ พระพรหม ตลอดจนทวยเทพทุกสถานวิมานในจักรวาล ทราบด้วยญาณว่า พระบรมโพธิสัตว์มหาบุรุษทรงอธิษฐานพระหฤทัย ต่างมีความชื่นชมโสมนัส ส่งเสียงไชโยโห่ร้องพนมกรสาธุการและพากันเหาะมาเฝ้าพร้อมถวายเครื่องสักการบูชา ฝ่ายพญามารวัสวดี ได้สดับเสียงเทพเจ้าบันลือเสียงสาธุการ ก็ทราบชัดในพระทัยว่า พระมหาบุรุษจะตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณ ทำลายบ่วงมารที่เราวางขึงรึงรัดไว้ แล้วหลุดพ้นไปได้ ก็น้อยใจ คิดริษยา เคียดแค้น ป่าวประกาศเรียกพลเสนามาร พร้อมด้วยสรรพาวุธและสรรพวาหนะที่ร้ายแรงเหลือที่จะประมาณเต็มไปในท้องฟ้า พญามารวัสวดีขึ้นช้างพระที่นั่งคีรีเมขล์ นิรมิตมือพันมือ ถืออาวุธพร้อมนำกองทัพอันแสนร้าย เหาะมาทางนภาลัยประเทศ เข้าล้อมเขตบัลลังก์ของพระมหาบุรุษเจ้าไว้อย่างแน่นหนา ทันใดนั้นเอง บรรดาเทพเจ้าที่พากันมาห้อมล้อมถวายสักการบูชาสาธุการพระมหาบุรุษอยู่ เมื่อได้เห็นพญามารยกพลมาเป็นอันมาก ต่างตกใจกลัวพากันหนีไปยังขอบจักรวาล ทิ้งพระมหาบุรุษเจ้าให้ต่อสู้พญามารแต่พระองค์เดียว เมื่อพระมหาบุรุษไม่ทรงแลเห็นผู้ใด ใครที่ไหนจะช่วยได้ ก็ทรงระลึกถึงบารมีธรรมทั้ง ๓๐ ประการ ซึ่งเป็นดุจทหารที่แก่นกล้า มีศัตราวุธครบครัน สามารถผจญกับหมู่มาร ขับไล่ให้ปราชัยหนีไปให้สิ้นเชิงได้ ก็ทรงโสมนัส ประทับนิ่งอยู่ โดยมิได้สะทกสะท้านแต่ประการใด

      ฝ่ายพญามารวัสวดีเห็นพระมหาบุรุษประทับนั่งนิ่ง มิได้หวั่นไหวแต่ประการใดก็พิโรธร้องประกาศก้อง ให้เสนามารรุกเข้าทำอันตรายหลายประการจนหมดฤทธิ์ บรรดาสรรพาวุธศัตรายาพิษที่พุ่งซัดไป ก็กลับกลายเป็นบุบผามาลัยบูชาพระมหาบุรุษจนสิ้น ครั้งนั้นพญามารตรัสแก่พระมหาบุรุษด้วยสันดานพาลว่า “ ดูกรสิทธัตถะ บัลลังก์แก้วนี้ เกิดเพื่อบุญเรา เป็นของสำหรับเรา ท่านเป็นคนไม่มีบุญ ไม่สมควรจะนั่ง จงลุกไปเสียโดยเร็ว " พระมหาบุรุษ ก็ตรัสตอบว่า "ดูกรพญามาร บัลลังก์แก้วนี้ เกิดขึ้นด้วยบุญของเรา ที่ได้บำเพ็ญมาแต่อสังไขยกัปป์ จะนับจะประมาณมิได้ ดังนั้น เราผู้เดียวเท่านั้น สมควรจะนั่ง ผู้อื่นไม่สมควรเลย " พญามารก็คัดค้านว่า ที่พระมหาบุรุษรับสั่งมานั้น ไม่เป็นความจริง ให้พระองค์หาพยานมายืนยันว่า พระองค์ได้บำเพ็ญกุศลมาจริง ให้ประจักษ์เป็นสักขีพยานในที่นี้ เมื่อพระมหาบุรุษไม่เห็นผู้อื่นใด ใครจะกล้ามาเป็นพยานยืนยันในที่นี้ได้ จึงตรัสเรียกนางวสุนธรา เจ้าแห่งธรณีว่า "ดูกร วสุนธรา นางจงมาเป็นพยานในการบำเพ็ญกุศลของอาตมาในกาลบัดนี้ด้วยเถิด" ลำดับนั้น วสุนธรา เจ้าแม่ธรณี ก็ชำแรกแทรกพื้นปฐพีขึ้นมาปรากฏกาย ทำอัญชลีถวายอภิวาทพระมหาบุรุษเจ้าแล้ว ประกาศให้พญามารทราบว่า พระมหาบุรุษ เมื่อเป็นพระบรมโพธิสัตว์เจ้า ได้บำเพ็ญบุญมามากมายตลอดกาล เหลือที่จะนับจะประมาณได้ นางวสุนธรา จึงปล่อยมวยผม บีบน้ำที่สะสมไว้ในอเนกชาติให้ไหลหลั่งออกมาเป็นทะเล กระแสน้ำบ่าออกท่วมทับเสนามารทั้งปวงให้จมลงวอดวาย กำลังน้ำได้ทุ่มซัดพัดช้างนาฬาคีรีเมขล์ให้ถอยล่นลงไปติดขอบจักรวาล

     ครั้งนั้น พญามารตกตลึงเห็นเป็นอัศจรรย์ ด้วยมิได้เคยเห็นมาแต่กาลก่อน ก็ประนมหัตถ์ถวายนมัสการ ยอมปราชัยพ่ายแพ้บุญบารมีของพระมหาบุรุษ แล้วก็อันตรธานหนีไปจากที่นั้น เมื่อพระมหาบุรุษทรงกำจัดมารและเสนามารให้ปราชัยด้วยพระบารมี เมื่อเวลาพระอาทิตย์จะอัศดงคต ก็ทรงเบิกบานพระทัย ได้ปิติเป็นกำลังภายในสนับสนุน เพิ่มพูนแรงปฏิบัติสมาธิภาวนาให้ยิ่งขึ้น ดังนั้น พระมหาบุรุษจึงมิได้ทรงพักให้เสียเวลา ทรงเจริญสมาธิภาวนา ทำจิตให้แน่วแน่ ปราศจากอุปกิเลส จนจิตสุขุมเข้าโดยลำดับ ไม่ช้าก็ได้บรรลุปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตฌาน ซึ่งเป็นส่วนรูปสมาบัติ เป็นลำดับ จนถึงอรูปสมาบัติ 4 บริบูรณ์

        ต่อนั้น ก็ทรงเจริญฌาน อันเป็นองค์ปัญญาชั้นสูงทั้ง ๓ ประการ ยังองค์พระโพธิญาณให้เกิดขึ้นเป็นลำดับ ตามระยะกาลแห่งยามสามอันเป็นส่วนราตรีนั้น คือ ในปฐมยาม ทรงบรรลุ ปุพเพนิวาสานุสติญาณ  ในมัชฌิมยาม ทรงบรรลุ จุตูปปาตญาณ ในปัจฉิมยาม ทรงบรรลุ อาสวักขยญาณ โดยอนุโลมและปฏิโลม ก็ทรงบรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในเวลาปัจจุบันสมัย รุ่งอรุณ ทรงเบิกบานพระหฤทัยอย่างสูงสุดในการตรัสรู้ อย่างที่ไม่เคยมีมาแต่ก่อนตลอดกาล ถึงกับทรงอุทาน เย้ยตัณหา อันเป็นตัวการณ์ก่อให้เกิดสังสารวัฏฏทุกข์แก่พระองค์แต่เอนกชาติได้ว่า " อเนกชาติ สํสารํ เป็นอาทิ ความว่า นับแต่ตถาคตท่องเทียว สืบเสาะหาตัวนายช่างผู้กระทำเรือน คือ ตัวตัณหา ตลอดชาติสงสารจะนับประมาณมิได้ ก็มิได้พบพาน ดูกรตัณหา นายช่างเรือน บัดนี้ ตถาคตพบท่านแล้ว แต่นี้สืบไป ท่านจะทำเรือนให้ตถาคตอีกไม่ได้แล้ว กลอนเรือน เราก็รื้อออกเสียแล้ว ช่อฟ้า เราก็ทำลายเสียแล้ว จิตของเราปราศจากสังขาร เครื่องปรุงแต่งให้เกิดในภพอื่นเสียแล้ว ได้ถึงความดับสูญสิ้นไปแห่งตัณหา อันหาส่วนเหลือมิได้โดยแท้ " ขณะนั้น อัศจรรย์ก็บังเกิดมี พื้นมหาปฐพีอันกว้างใหญ่ก็หวั่นไหว พฤษาชาติทั้งหลายก็ผลิตดอกออกช่องามตระการตา เทพเจ้าทุกชั้นฟ้าก็แซ่สร้องสาธุการ โปรยปรายบุบผามาลัยทำการสักการบูชา เปล่งวาจาว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้วในโลก ด้วยปีติยินดี เป็นอัศจรรย์ที่ไม่เคยมีในกาลก่อน

เคล็ดลับ : ท่านใดนอบน้อมบูชากราบไหว้และสวดมนต์บทพระอาการวัตตาสูตรและพระคาถาธารณปริตรประจำ
เป็นนิจ พระประธานพิมพ์จักรพรรดิทรงเครื่อง ปางสมาธิหรือปางตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ทรงอวยพรทางโลก ด้านความสำเร็จ ไม่ว่าจะชีวิตรัก ชีวิตครอบครัว ชีวิตสังคม ไม่ให้ติดขัดพบอุปสรรดใดๆ ทรงอวยพรทางธรรม ให้รู้เท่าทัน กฎไตรลักษณ์  และให้มีความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม โดยบรรลุขั้น โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ เป็นต้น


ข้าวมธุปายาส  คือ ข้าว สุกที่หุงด้วยนมโคจืดด้วยน้ำผึ้ง
กาฬนาคราช
อาศัย อยู่ใต้แม่น้ำเนรัญชรา ในสมัยพระกกุสันธพุทธเจ้า พระโกนาคมนพุทธเจ้า และ พระกัสสปพุทธเจ้า 
ไม้อสัตถะ
ต้นอัสสัตถพฤกษ์ หรือ รู้จักกันดีในชื่อว่า ต้นโพธิ์ เป็นที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
คีรีเมขล์ เป็นช้างของพญามาร หรือเรียกอีกว่า ช้างเอราวัณ
นางวสุนธรา เป็นเทพีแห่งพื้นแผ่นดิน เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ พระแม่ธรณี หรือ แม่พระธรณี
ปุพเพนิวาสานุสติญาณ
ความรู้เป็นเหตุให้ระลึกถึงขันธ์ที่เกิดในอดีตได้ คือ การระลึกชาติของตนได้
จุตูปปาตญาณ  ความรู้ในจุติและอุบัติของสัตว์โลกได้ เรียกว่า ทิพพจักขุญาณ หรือ ทิพยจักษุญาณ
อาสวักขยญาณ
ความรู้ในการกำจัดอาสวะให้สิ้นไป


พระประธานพิมพ์จักรพรรดิทรงเครื่อง

ปางโปรดพญาชมพูบดี ( สมัยรัตนโกสินทร์ )


   

      ยุคสมัยรัตนโกสินทร์ ( พุทธศตวรรษที่ ๒๔ - ปัจจุบัน ) พระประธานพิมพ์มหาจักรพรรดิทรงเครื่อง ( พระพุทธปฏิมาปางโปรดพญามหาชมพู ประทับขัดสมาธิราบ ) พระพุทธรูปมี พุทธลักษณะอยู่ในพระอิริยาบทประทับ (นั่ง) ขัดสมาธิ พระหัตถ์ซ้ายวางหงายบนพระเพลา (ตัก) พระหัตถ์ขวาวางคว่ำบนพระชานุ (เข่า) ทรงเครื่องต้นอย่างพระมหากษัตริย์
        
   ในพุทธประวัติได้กล่าวไว้ว่า มีกษัติย์พระองค์หนึ่ง พระนามว่า พญาชมพูบดี พระมเหสีทรงพระนามว่า พระนางกาญจนาเทวี ครองปัญจาลนคร พระองค์เป็นกษัตริย์ที่มีบุญญาธิการมาก ด้วยพระองค์มีอำนาจเหนือกษัตริย์น้อยใหญ่ทั้งหลายด้วย อาวุธวิเศษ ๓ อย่าง คือ ศรวิเศษ ฉลองพระบาทแก้ว จักรแก้ว เมื่อทรงเห็นกษัตริย์ใด มีราชสมบัติมากมีฤทธิ์น้อยกว่าตนก็จะทรงใช้ศรวิเศษไปร้อยพระกรรณเอามาหมอบกราบแทบพระบาทให้ยอมเป็นเมืองขึ้นของปัญจาลนคร จึงทำให้กษัตริย์นครต่างๆ ยอมถวาย ดอกไม้เงิน ดอกไม้ทอง และเป็นเมืองขึ้นมากมาย ไม่มีกษัตริย์พระนครใดกล้าต่อต้าน

    วันหนึ่งเป็นวันพระจันทร์เพ็ญ พญาชมพูบดีได้ทรงฉลองพระบาทแก้วเหาะไปในอากาศทอดพระเนตรดูหัวเมืองทั้งหลายในชมพูทวีป ครั้นทรงเห็นปราสาทงดงามสูงตระหง่านของพระเจ้าพิมพิสาร จึงทรงพิโรธด้วยความริษยา เหาะเสด็จลงมาใช้พระบาทกระทืบเพื่อให้ยอดปราสาทหักทลายลง แต่ปราสาทไม่รู้สึกกระเทือน เปรียบเหมือน เหล็กกล้า ทนทานต่อต้านการกระทบรุนแรงได้ทุกประการ พญาชมพูบดีทรงกระทืบเท่าใด ๆ ยอดปราสาทก็มิได้หวั่นไหว และในขณะเดียวกันพระบาทของพญาชมพูบดีกลับพระโลหิตไหล ทรงพิโรธชักพระแสงขรรค์ออกฟันจนสุดพระกำลัง ยอดปราสาทก็หาได้หวั่นไหวไม่ แต่พระแสงขรรค์กลับบิดงอ พญาชมพูบดีทรงเสียพระทัยและกลับทวีความโกรธขึ้นเป็นอันมาก พญาชมพูบดีรีบเสด็จกลับพระนครของตนแล้วใช้ศรวิเศษให้แล่นไปร้อยพระกรรณผู้เป็นเจ้าของปราสาท

             

       หลังจากพญาชมพูบดีถึงปัญจาลนคร ได้ใช้ศรวิเศษ ทันใดนั้นได้เกิดส่งเสียงร้องกัมปนาทเป็นที่หวั่นหวาดของคนและสัตว์ พระเจ้าพิมพิสารได้ทรงสดับเสียงก็สะดุ้งพระทัยกลัว รีบเสด็จออกจากปราสาทไปเฝ้าพระบรมศาสดาที่พระเวฬุวันวิหารแต่เช้าตรู่ เพื่อขอประทานความคุ้มครอง เมื่อศรวิเศษมาถึงปราสาทก็เข้าค้นหาพระเจ้าพิมพิสาร ครั้นไม่พบก็ทำลายกำภูฉัตร์กระจัดกระจายแล้วออกไปยังพระเวฬุวันวิหาร แผดเสียงสะเทือนสะท้านน่าสะพึงกลัวอย่างยิ่ง พระผู้มีพระภาคเห็นศรวิเศษเข้ามารุกรานเช่นนั้น ก็ทรงนิรมิตรพุทธจักร ส่งให้ออกไปขับไล่ พุทธจักรมีอานุภาพยิ่งกว่าศรวิเศษ เมื่อศรวิเศษพ่ายแพ้พุทธจักร ก็โทมนัส ถอดฉลองพระบาทแก้วออกทั้งคู่ กลายเป็นพญาวาสุกรีแผ่พังพานเลื้อยแล่นไปโดยนภากาศร้องส่งเสียงดังสนั่นเหมือนฟ้าร้อง ครั้นถึงเมืองราชคฤห์มหานครแล้ว ก็ตรงเข้าค้นคว้าหาพระเจ้าพิมพิสาร เมื่อไม่พบก็พากันทำลายราชบัลลังก์เสียย่อยยับแล้วก็แล่นออกจากปราสาทไปยังพระเวฬุวันวิหาร พระผู้มีพระภาคทรงเห็นนาคราชของพญาชมพูบดี ก็ทรงนิรมิตรพญาครุฑให้โบกบินออกไปขับไล่นาคราชทั้งคู่ให้กลับคืนไปยังปัญจาลนคร

       เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงขับไล่ศรวิเศษและนาคราช ก็ทรงพิจารณาดูอุปนิสัยของพญาชมพูบดีทรงเห็นว่าท้าวเธอมีอุปนิสัยสูง ควรจะบรรลุพระอริยผลชั้นสูงได้ จึงตรัสเรียกท้าวสักกะเทวราชให้ลงมาเฝ้า แล้วทรงแจ้งพระประสงค์จะทรมานพญาชมพูบดีผู้มีพระทัยหลงใหลใฝ่ฝันอยู่แต่ในราชสมบัติของพระมหากษัตริย์ โดยพระองค์จะนิรมิตรพระองค์เป็นพระเจ้าราชาธิราช ให้พระสงฆ์เป็นเสวกามาตย์ราชบริพาร ให้พระเวฬุวันวิหารกลายเป็นพระราชนิเวศสถานไปชั่วขณะหนึ่ง ขอให้ท้าวสักกะเทวราชเป็นราชทูตไปเอาตัวพญาชมพูบดีมาเฝ้ายังพระเวฬุวันวิหาร เมื่อเสด็จเข้าไปยืนปรากฏพระกายที่ปราสาทหน้าพระพักตร์พญาชมพูบดี แล้วทรงเปล่งสุรเสียงร้องทูลว่า ดูก่อนพญาชมพูบดี บัดนี้พระเจ้าราชาธิราชเจ้านายของข้าพเจ้ามีพระบัญชาให้ข้าพเจ้าเชิญตัวท่านไปในวันนี้

       พญาชมพูบดีทรงพระพิโรธด้วยเห็นราชทูตเจรจาไม่เคารพนบนอบก็ร้องตวาด แล้วทรงขว้างจักรแก้วให้ไปประหารชีวิตทันที เมื่อท้าวสักกะเห็นจักรแก้วของพญาชมพูบดีส่งเสียงทำอำนาจดังลั่นมาเช่นนั้น ก็ทรงขว้างจักรของพระองค์ออกไปกำจัด จักรของพระอินทร์ได้แล่นออกไปทำลายจักรของพญาชมพูบดีให้พ่ายแล้ว และกระชากพระบาทพญาชมพูบดีให้ตกจากพระแท่นที่ประทับและลากไปตามพื้นถึง ๑๒ วา ทั้งกลับกลายเป็นเปลวไฟเผาปราสาทลุกลามทั่วไปในพระราชนิเวศน์บรรดาเสวกามาตย์ราชบริพารพากันตกตะลึง ด้วยกลัวไฟวิ่งวุ่นกระจัดกระจาย แม้พญาชมพูบดีก็ยอมพ่ายแพ้แก่ราชทูต รับจะทำตามประสงค์ทุกประการ ต่อนั้นพระอินทร์ก็เรียกจักรของพระองค์กลับคืน ทันใดนั้นเปลวเพลิงที่ลุกลามไหม้ปราสาทก็ดับลงทันที ไม่มีสิ่งใดเสียหาย ทุกสิ่งคงตั้งอยู่เป็นปกติ พญาชมพูบดีขอผัดสัก ๑ เดือนก่อนจึงจะไป แต่ท้าวสักกะไม่ยินยอมเพียงแต่ผ่อนให้เตรียมตัวได้ ๓ วัน และก่อนที่จะเสด็จไปได้ทรงสำทับว่า ถ้าพญาชมพูบดีบิดพริ้วไม่ไปตามกำหนด ต้องให้มาตามก็จะเผาเมืองเสียให้ราบเป็นหน้ากลอง แล้วก็เสด็จกลับไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ

       พระผู้มีพระภาคได้ทรงนิรมิตรพระเวฬุวันวิหาร เป็นพระราชนิเวศน์พร้อมปราสาทกำแพงแก้ว ๗ ชั้น วิจิตรพิศดารเพียบพร้อมด้วยตลาดบก ตลาดน้ำ งดงามไม่มีนครใดเสมอ เพื่อต้อนรับพญาชมพูบดีผู้มัวเมาในราชสมบัติกับทรงให้พระอัครสาวกและพระมหาสาวกนิรมิตรกายเป็นเสนาบดีผู้ใหญ่เข้าเฝ้าประจำอยู่ในตำแหน่ง ให้พญากาฬนาคราช และนางวิมาลามเหสีมาจัดตลาดน้ำ ให้ท้าวสักกะเทวราชพร้อมด้วยนางสุธรรมา นางสุจิตรา นางสุนันทา นางสุชาดา และพญาครุฑ มาจัดตลาดเพรชรนิลจินดา ตลาดทอง ตลาดเงิน ตลาดผ้าสรรพาภรณ์ ตลาดอาหาร ตลาดลูกไม้ ตลาดดอกไม้นานาประการงดงามเป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นที่เจริญตาเจริญใจของทุกคนที่ได้เห็น หาสถานที่ใดงามเสมอเหมือนมิได้ ครั้นถึงวันกำหนดนัดหมาย พญาชมพูบดีก็เสด็จขึ้นช้างพร้อมด้วยจตุรงคเสนายกพลมาโดยลำดับ ทั้งตั้งพระทัยว่า ถ้าเห็นว่ามีกำลังพอจะบีบบังคับพระเจ้าราชาธิราชได้ ก็จะจัดการเอาเป็นเมืองขึ้นทันที

       ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนิรมิตรพระวรกายเป็นพระเจ้าราชาธิราช ทรงเครื่องต้นสำหรับพระมหากษัตริย์อันวิจิตรงดงาม ขึ้นประทับบนรัตนบัลลังก์เสด็จประทับอยู่ในท่ามกลางมหาอำมาตย์ราชเสนาบดี ณ ท้องพระโรงรัตนมหาสมาคม มีพระบัญชาให้มาฆสามเณรไปย่นทางเดินให้กับพญาชมพูบดีพร้อมด้วยพระยา ๑๐๑ กับจตุรงคเสนา อันมีระยะยาวถึง ๖๐ โยชน์ ที่พญาชมพูบดีเสด็จมาให้สั้นเข้าเมื่อเดินทางมาถึงชานพระนครที่นิรมิตรแต่เช้า ครั้นแล้วจึงแปลงเพศเป็นราชทูตเข้าไปหาพญาชมพูบดีร้องเชิญว่า บัดนี้พระองค์เสด็จมาถึงพระนครแล้ว ควรจะเสด็จลงจากคอช้างพระที่นั่ง แล้วดำเนินเข้าพระนครด้วยพระบาท ซึ่งพญาชมพูบดีได้ขัดขืน ก็แสดงอานุภาพฉุดช้างพระที่นั่งให้ล้มลง พญาชมพูบดีเกรงเดชานุภาพ ก็จำใจปฏิบัติตาม เมื่อได้เข้าเฝ้าพระเจ้าราชาธิบดี  พญาชมพูบดีทรงรู้สึกเกรงกลัวในพระบารมีแต่ไม่ยอมถวายความเคารพด้วยทรงมานะทิฏฐิ  พระพุทธองค์ให้โอกาสแสดงฤทธิ์เป็นครั้งสุดท้าย แต่ของวิเศษทั้ง  ๓ ก็พ่ายแพ้ต่อจักรเพชรที่พระบรมศาสดานิรมิตให้มาทำลาย   ครั้นเห็นพญาชมพูบดีสลดใจยอมเกรงพระบารมี พระพุทธองค์จึงคลายอภินิหารให้ทุกสิ่งกลับสู่สภาพเดิม และทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดเพื่อให้พญาชมพูบดีมีจิตผ่องใส เกิดความศรัทธาในหลักธรรมของพระพุทธศาสนาทูลขอบรรพชา พระบรมศาสดาทรงประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาให้ดังประสงค์ อุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์ ทรงจตุปาริสุทธิศีลในพระพุทธศาสนา

เคล็ดลับ : ท่านใดนอบน้อมบูชากราบไหว้และสวดมนต์บท
จุลลไชยยปกรณ์และบทพระมหาจักรพรรดิประจำเป็นนิจ พระประธานพิมพ์จักรพรรดิทรงเครื่อง ปางโปรดพญาชมพูบดี ทรงอวยพรทางโลก ร่ำรวย ธุรกิจค้า การเงิน ไม่ให้ติดขัดพบอุปสรรดใดๆ โดยทำอาชีพที่สุจริตไม่ผิดครรลองครองธรรม ทรงอวยพรทางธรรม ให้รอบรู้เท่าทันกิเสลทั้ง ๓ ( โลภะ โทสะ โมหะ ) เพื่อการเปลี่ยนแปลงของชะตาชีวิต ให้มีความคล่องตัวในด้านการดำเนินชีวิตมากยิ่งขึ้น 


ศรวิเศษ มีทั้งหมด ๓ เล่มคือ  ศรพรหมาสาสตร์ ( มีฤกธิ์ด้านพลังยิ่งใหญ่ สามารถแล่นเร็วและแรงดั่งจักรกรดไปถึงสวรรค์ของรูปพรหม ๑๖ ชั้นฟ้า ) ศรอัคนิวาต ( มีฤทธิ์เป็นเดชด้านเป็นลูกไฟร้อนแรงดุจพระอาทิตย์ ) ศรพลายวาต ( มีฤทธิ์ติดตามศัตรูแม้อยู่ไกลถึงถึงขอบจักรวาลและหรือหลบซ่อนอยู่ใต้บาดาล แล้วสาม