Initial character set: latin1 Current character set: utf8 + + + chakrapat.com + + +
     
 

" พระสกันทโพธิสัตว์  " หรือนิยมเรียกว่า " พระเวทโพธิสัตว์ "

        " พระสกันทโพธิสัตว์ " หรือ " เหวยถวอผูซ่า " ในสำเนียงแต้จิ๋วนิยมเรียกว่า " อุ่ยท้อผ่อสัก " นามเต็มของพระองค์คือ " หู้ฝ่าเหวยถวอผูซ่า " หมายถึง พระโพธิสัตว์ผู้พิทักษ์ปกป้องพระธรรมแห่งพุทธศาสนา นอกจากนี้ ยังมีผู้นิยมเรียกท่านในอีกชื่อหนึ่งว่า " พระเวทโพธิสัตว์ " มหาเทพเทวาองค์นี้มีความตั้งใจปรารถนาบำเพ็ญเพียรเป็นพระโพธิสัตว์ แม้สั่งสมบุญบารมีถึง พุทธภูมิ แล้วก็ตามท่านยังตั้งปณิธานถวายสัตย์ว่า จะขอปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา พุทธสถานอันศักดิ์สิทธิ์ และบรรดาพระภิกษุ สามเณร ตลอดจนพุทธศาสนิกชน ให้พ้นจากภัยอันตรายทั้งจากคนที่เป็นดั่งมาร หรือ มารร้าย ภูตผีปีศาจ ขณะเดียวกัน ก็จะค้ำชูช่วยเหลือ การเผยแผ่พระสัทธรรม ของพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป แต่ในพระสูตร หมวด มหารัตนกูฏ ชื่อ สหัสรพุทธนาม ปัจจุบัน ภัทรกัลป์ ว่าท่านจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๑,๐๐๐ ในภัทร ( ตามคติมหายาน ) มีพระนามว่า พระรุจิพระพุทธเจ้า

      ตามประวัติในพระคัมภีร์สุวรรณประภาสสูตรและคัมภีร์ฝ่ายพุทธตันตระ ช่วงหนึ่งได้กล่าวประวัติของพระสกันทโพธิสัตว์ว่า " สมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าทีปังกร ( ผู้ทรงไว้ซึ่งปัญญาอันรุ่งเรือง ) ได้มีการอัญเชิญพระพุทธเจ้ามารับเลี้ยง ณ หอรามสูร ( แดนสวรรค์สุขาวดี ) พระพุทธเจ้าทีปังกร ได้ตรัสให้ เทพยีด้าเจียงกุนท้าวมหาชมพู ( พระสกันทโพธิสัตว์ ) มีหน้าที่สำหรับต้อนรับ เทพยีด้าจึง แต่งกายด้วยชุดของนักรบขุนศึกจีน สวมชุดเกราะสีทองอย่างงดงามอร่ามตา บุคลิคท่วงท่าอาจสง่างามและประคองคฑาวชัรกายสิทธิ์ในท่าประนมมือเพียงอก เพื่อแสดงความเคารพแขกที่เชื้อเชิญมา ในขณะนั้น พระทีปังกรพุทธเจ้า ได้ตรัสแนะนำแก่บรรดาพระพุทธเจ้าที่ได้รับเชิญมารับเลี้ยงว่า เทพยีด้า ผู้นี้ คือ ศิษย์ของพระองค์ ซึ่งเคยศึกษาพระธรรมมาตั้งแต่เยาว์วัย บัดนี้ เป็นแม่ทัพใหญ่ของ ท้าวสี่มหาราช มีอานุภาพหาขอบเขตมิได้ และสามารถไปไหนมาไหนได้ในทวีปต่าง ๆ ในวันเดียวกัน ผู้ที่ประสบทุกขภัย ถ้าอ้อนวอนบูชาก็จะได้รับความช่วยเหลือ เพราะฉะนั้น จึงได้รับนามว่า เทียนจุง ( ผู้มีเกียรติในสวรรค์ ) เป็นผู้กล้าหาญอภิบาลพระพุทธศาสนาในกัลป์นี้ในสามทวีป ในประเทศไทยเรียกว่า " ท้าวมหาชมพูผู้จุลจักรพรรดิ " ในเวลาทำพิธีกรรมของพุทธศาสนามหายานจึงขาดท่านองค์นี้เสียมิได้

       พระสกันทโพธิสัตว์มีลักษณะท่าทางที่แตกต่างกัน ทั้ง ๒ แบบ แบบที่ ๑. แต่งกายด้วยชุดของนักรบขุนศึกจีนสวมชุดเกราะสีทองอย่างงดงามอร่ามตา สีหน้าและแววตาเข้มแข็ง บุคลิกท่วงท่าอาจสง่างาม ประทับยืนพระหัตถ์ซ้ายและพระหัตถ์ขวาจับด้ามคฑาวชัร ใช้ปราบปรามพวกปีศาจมารร้ายที่มารังควานพระพุทธศาสนา ด้ามคฑาวชัรนั้นปักลงค้ำยันกับพื้นดิน แบบที่ ๒. แต่งตัวสวมสุวรรณเกราะและมหามงกุฎ หัตถ์หนึ่งประคองวัชรคทาวิเศษ อีกหัตถ์หนึ่ง อยู่ในท่าประณมอยู่ในลักษณะท่าทางสง่าผ่าเผย สำรวมน่าเลื่อมใส โดยนัยยะโดยรวมแล้วท่านยังมีหน้าที่ ปกป้องพระศาสนา และป้องกันภัยร้าย พร้อมทั้งเหล่าคนพาลที่จะนำความเสื่อมเข้ามา ทั้งยังคอยบันดาลให้ภิกษุสงฆ์ผู้ปฏิบัติธรรมตั้งมั่นอยู่ในศีลจารวัตร ให้เหล่าอุปทายก - ทายิการ่วมเข้ามาอุปถัมภ์ค้ำชูพระพุทธศาสนาให้คงสืบไป ในปัจจุบันได้มีการจัดวันระลึกถึงวันคลายวันโพธิสัตวสมภพขึ้น ในวันที่ ๓ เดือน ๖ ( จีน ) เรื่อยมา

        หลวงพ่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต ) พรหมรังสี เทศน์กล่าวถึง " ท้าวมหาพรหมชินะปัญจะระ " ซึ่งเป็นศิษย์ของพระโมคคัลลานะ ในสมัยพุทธกาล ชาติหนึ่งในการบำเพ็ญเคยเกิดเป็นพระเวทโพธิสัตว์ ครั้งหนึ่งท้าวมหาพรหมได้สอนบทสวด " ชินะปัญจะระ " ให้แก่สมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต ) และเป็นครูบาอาจารย์ในโลกทิพย์ของสมเด็จโตอีกด้วย

          ท้าวมหาพรหมชินะปัญจะระ มี ๕ ภาค เพื่อโปรดสัตว์ ๕ ภพ ได้แก่
                ๑. ภาคขาว ( องค์พรหม ) ผู้มีธรรมสมาธิ เพื่อโปรด พรหม

                ๒. ภาคแดง ( องค์พระขันธกุมาร ) ผู้มีหิริโอตัปปะ เพื่อโปรด เทพ
                ๓. ภาคเหลือง ( องค์ตั่วเหล่าเอี้ย ) ผู้มีทานบารมี เพื่อโปรด มนุษย์
                ๔. ภาคเขียว ( อุ่ยท้อผ่อสัก ) ผู้มีศีลบารมี เพื่อโปรด อสูร ภูติ สัมภเวสี
                ๕. ภาคดำ ( พระยมานตกะ ) ผู้มีปัญญา เห็นความจริงตามธรรม มีมรณานุสติ เพื่อโปรด เปรต สัตว์นรก

        จากหลายคัมภีร์ และ ในหลายพระสูตรน่าสังเกตว่า พระพุทธเจ้าทรงเป็นนักประชาธิปไตยสูงมาก นอกเหนือไปจาก เป็นนักประนีประนอมที่ยึดสายกลางแล้ว ทรงปฏิบัติพระองค์ ด้วยแนวทางประชาธิปไตย ที่เลือกเดินสายกลาง ด้วยความ มีเหตุ มีผล ไม่หักหาญสิ่งหนึ่งสิ่งใดเอาด้วยความเชื่อมั่นของตนเพียงอย่างเดียว ตัวอย่างหนึ่งก็คือ การมีพุทธานุญาต แก่พระเวทโพธิสัตว์ที่อ้างมาแล้ว

         พระโพธิสัตว์ใน มหายานจึงมีจำนวนมาก เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้าซึ่งในอมิตยุรธยานสูตร ปรารภไว้ว่า มีจำนวนดั่งเม็ดทรายในท้องนทีหรือเหนือจำนวนหมู่ดาวในจักรวาล


พระสกันทโพธิสัตว์ แปลว่า ผู้มีอานุภาพสนองคุณและพิทักษ์ปกป้องพระพุทธศาสนา
พระเวทโพธิสัตว์ คติพุทธนิกาย กล่าวว่า ท่านก็คือ " พระกันส์ " หรือ “ พระขันธกุมาร ” ผู้เป็นโอรสของพระศิวะกับพระนางปาราวดี ( พระอุมา ) นั้นเอง
พุทธภูมิ หรือ พระโพธิสัตว์ คือ ผู้ปราถนาเป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เทพยีด้าเจียงกุนท้าวมหาชมพู ประเทศไทยเรียกว่า " ท้าวมหาชมพูผู้จุลจักรพรรดิ "
ท้าวสี่มหาราช ได้แก่ ๑.ท้าวธตรฐ จอมคนธรรพ์ ( เทวดาที่ชอบดนตรีเป็นชีวิตจิตใจ ) ครองทิศ ตะวันออก ๒.ท้าววิรูฬหก จอมกุมภัณฑ์ ( ยักษ์ ) ครองทิศใต้  ๓.ท้าววิรูปักษ์ จอมนาค ครองทิศตะวันตก  ๔.ท้าวกุเวร หรือ ท้าวเวสสวัณ ครองทิศเหนือ
ท้าวมหาพรหมชินะปัญจะระ ๑ ใน ๔ เทพพรหมโลกองค์ที่เป็นใหญ่ ( ๑.ท้าวมหาพรหมชินะปัญจะระ ๒.ท้าวอัปราพรหม ๓.ท้าวจตุรพรหม ๔.ท้าวมหาพรหมสามภพ )  พระพรหมชินะปัญจะระ นั้นที่ไม่ต้องขึ้นต่อพรหมโลก เขาเรียกว่า เป็นพรหมเอกเทศในพรหมโลก และมีบารมีแห่งฌานสมาบัติอันแก่กล้า พรหมองค์นี้ไม่ใช่พรหมที่จะติดสินบนกับมนุษย์ ทรงไว้ด้วยความยุติธรรม และเป็นผู้รอบรู้สรรพสิ่ง